เกาะโลมาสีน้ำเงิน (Island of the Blue Dolphins)
ชื่อหนังสือ :
เกาะโลมาสีน้ำเงิน (Island of the Blue Dolphins)
ผู้แต่ง : Scott O Dell
สำนักพิมพ์ :
มติชน
ผู้วิพากษ์ :
จรรยา เทียมศร 59240476
นวนิยาย เกาะโลมาสีน้ำเงิน (Island of the Blue Dolphins) ผลงานเขียนของ Scott O Dell เป็น นวนิยายที่สมาคมวรรณกรรมเยาวชนของสหรัฐอเมริกายกย่องให้เป็น 1
ใน 10 วรรณกรรมเยาวชนที่ดีที่สุดในรอบ 200 ปี
เกาะโลมาสีน้ำเงินเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อประมาณสองร้อยปีก่อน
ในมหาสมุทรแปซิฟิก
มีเกาะอยู่แห่งหนึ่งมีรูปร่างเหมือนปลาตัวโตนอนอาบแดดอยู่ในทะเลรอบเกาะแห่งนี้มีโลมาสีน้ำเงิน
นากทะเล แมวน้ำช้าง และนกทะเลมากมาย ครั้งหนึ่งชาวอินเดียนแดงเคยอาศัยอยู่ที่นี่
แต่เมื่อพวกเขาอพยพออกจากเกาะ ไปอยู่ในที่แห่งใหม่ทางทิศตะวันออก
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ นี่เป็นเรื่องราวของ
การานา เด็กหญิงชาวอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่บนเกาะโลมาสีน้ำเงินคนเดียวเป็นเวลาหลายปี
ปีแล้วปีเล่าเธอเฝ้าดูฤดูกาลผันผ่านและเฝ้าคอยให้เรือมารับเธอแต่ตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะ
เธอต้องสร้างที่พัก ทำอาวุธ หาอาหาร และต่อสู้กับหมาป่า ชีวิตของเธอไม่เพียงเป็นการผจญภัยเพื่อการอยู่รอดที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็นเรื่องราวที่แสดงความงดงามของธรรมชาติและการค้นพบสิ่งสำคัญในชีวิต เธอถูกทอดทิ้งไว้บนเกาะตั้งแต่อายุ
12 ปี
โดยไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเลยเป็นเวลาถึง 18 ปี
ท่ามกลางชีวิตที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเธอค่อยๆเรียนรู้ถึงความรักและเคารพชีวิตอื่นๆ
แง่มุมในการวางแผนใช้ชีวิตเพื่อการอยู่รอด
การที่ถูกทอดทิ้งอยู่บนเกาะเพียงคนเดียว
ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งและยังมีอันตรายจากหมาป่าที่อยู่บนเกาะ
การใช้ชีวิตคนเดียวบนเกาะไม่ได้เป็นเรื่องง่ายแต่เธอมีความมุ่งมั่นถึงแม้จะรู้สึกโดดเดี่ยวหรืออ้างว้างก็ตาม
เธอเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ
มีจิตใจที่เข้มแข็งไม่ย่อท้อหรือเกรงกลัวต่ออุปสรรค
เธอยังคงมีชีวิตอยู่ได้แม้จะอยู่คนเดียว ไม่ได้คิดฆ่าตัวตายเหมือนคนในปัจจุบัน
เธอยังรักชีวิตของตัวเองในแต่ละวันเธอก็ใช้ชีวิตอยู่กับการหาอาหารประทังชีวิต
ทำอาวุธ เช่น หอก เพื่อใช้ป้องกันตัว
เย็บชุดทำกระโปรงของเธอและสร้างที่พักเพื่อหลบแดดหลบฝนและหลบภัยจากฝูงหมาป่าสร้างที่พักบนที่สูงป้องกันอันตรายจากหมาป่า
แง่มุมของความโลภและกระหายในอำนาจของมนุษย์
ในเรื่องของความโลภความต้องการในอำนาจนี้ก็มีตั้งแต่จนถึงปัจจุบัน
ผู้คนก็ยังคงโลภต้องการอำนาจอยู่เสมอ
ความโลภและความต้องการอำนาจไม่ได้ส่งผลดีให้เราเลย
แต่การที่มีอำนาจอยู่ในมือก็ย่อมทำอะไรได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีก็ตาม
ในเรื่องความโลภทำให้เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบกันจนถึงขั้นสูญเสีย
ระหว่างกัปตันออร์ลอฟ กับ โชวิก หัวหน้าของฆาลัส-อัต
ที่มีความขัดแย้งในการแบ่งส่วนแบ่งของนากที่ล่ามาไม่ลงตัว ซึ่งกัปตันออร์ลอฟไม่ยอมแบ่งนากที่ล่ามาได้ให้ตามจำนวนที่โชวิกหัวหน้าฆาลัส-อัตต้องการ
เพราะคิดว่าเราเป็นคนล่าทำไมต้องให้ส่วนแบ่งตามที่อีกฝ่ายขอทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ออกไปล่า
ส่วนโชวิกหัวหน้าฆาลัส-อัต
ต้องการส่วนแบ่งนากเนื่องจากพวกของกัปตันออร์ลอฟหรือพวกอาลูตมาล่านากทะเลในเขตของตนในพื้นที่ของตนและใช้พื้นที่บางส่วนในการพักผ่อนจึงต้องแบ่งส่วนแบ่งให้ตามที่เขาต้องการ
ซึ่งทั้งสองก็มีความต้องการที่มากทั้งคู่อีกคนไม่ให้อีกคนจะเอา
จนนำไปสู่ความขัดแย้งและจะทำให้คนอื่นเห็นถึงอำนาจที่มีอยู่
แง่มุมของความไม่เท่าเทียมทางเพศ
ความไม่เท่าเทียมทางเพศในเรื่องแสดงแบ่งแยกให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างในเรื่องของความไม่เท่าเทียมที่พวกผู้หญิงจะต้องมีหน้าที่ให้อยู่แต่บ้าน
เพื่อทำอาหาร ทำเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว
ไม่มีสิทธิก้าวก่ายในเรื่องอื่นและแสดงความคิดเห็น ส่วนผู้ชายต้องมีหน้าที่ออกไปล่าสัตว์เผชิญกับอันตรายนอกหมู่บ้านออกไปสามารถแสดงความคิดเห็นได้
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงกับผู้ชายไม่มีความเท่าเทียมกันเลยผู้หญิงต้องอยู่แต่บ้านเหมือนช้างเท้าหลังที่ต้องตามช้างเท้าหน้าอย่างผู้ชายเพียงอย่างเดียวไม่มีสิทธิทำอะไรออกเกินหน้าเกินตาของผู้ชายหรือแม้แต่ทำงานที่ผู้ชายทำ
แง่มุมของการรุกรานล่าสัตว์
การรุกรานสัตว์ทำให้ระบบนิเวศของสัตว์เสื่อมโทรมลง
ในเรื่องพวกอาลูตล่านากทะเลเพื่อจะนำหนังของมันไปขายและทำการล่านากทะเลอย่างมากมายโดยไม่นึกถึงผลกระทบและระบบนิเวศของสัตว์เลย
การรุกรานนากทะเลของพวกอาลูต
ส่งผลให้นากทะเลมีจำนวนลดลงอย่างมากและถึงแม้ว่านากทะเลจะลดจำนวนลงแต่พวกอาลูตก็ยังคงมาล่านากทะเลอยู่
และไปรอบๆเกาะตามทิศต่างๆเพื่อล่าเอาหนังนากทะเลให้ได้มากที่สุดแล้วนำไปค้าขายแข่งกันโดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อนากทะเลว่ามันจะสูญพันธุ์หรือไม่และระบบนิเวศอื่นๆในทะเลจะเป็นอย่างไรนึกถึงแค่ต้องการหนังนากทะเลให้มากที่สุดเพื่อค้าขายเป็นพอ
แง่มุมของความรักความเมตตาและการให้อภัย
เริ่มเรื่องโดยที่การานาโกรธแค้นพวกหมาป่ามากที่ฆ่าน้องชายของเธอไป
เธอจึงคิดหาวิธีและทำอาวุธเพื่อที่จะไปฆ่าพวกหมาป่าแต่ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอล้มเลิกความคิดนั้นเมื่อเธอนำหมาป่าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ซึ่งเธอช่วยมันจากอาการบาดเจ็บที่ถูกธนูของเธอยิ่ง
และได้ตั้งชื่อให้มันว่ารอนตูหลังจากนั้นเธอก็เป็นเพื่อนกับมัน
เธอจึงให้อภัยพวกหมาป่าเพราะมันก็ไม่ได้มายุ่งกับเธอเท่าไรและตัดสินใจที่นะไม่ฆ่าพวกมัน
เธอยังเลี้ยงลูกนกที่เธอเก็บมาได้และให้อาหารนากทะเลที่เธอเคยช่วยไว้
ทำให้เธอรู้จักเรียนรู้สร้างมิตรภาพกับสัตว์และไม่ฆ่าพวกมันเหมือนที่ชาวอินเดียนแดงทำมาก่อนหน้านี้
สุดท้ายนี้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือนวนิยายเล่มนี้
คือ ความมุ่งมั่น แข็งแกร่ง อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
ร่วมทั้งความอ่อนโยนในตัวคนคนเดียว
ถึงแม้ว่าจะอยู่เพียงคนเดียวมีเพื่อนก็เป็นแค่สุนัขเพียง 1 ตัว
แต่ทำให้เราเห็นถึงความพยายามในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ
รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดด้วย
และการใช้ชีวิตของเธอที่ในแต่ละวันไม่ซับซ้อนเกินไป
ทำให้เราหันมามองตัวเองว่าทุกวันนี้เราใช้เวลาอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นมากกว่าสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองทำให้เรามีความคิดที่แคบลง
ไม่ค่อยใส่ใจสิ่งรอบข้างมากนักจนบางครั้งทำให้ใจเราอ่อนแอไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร
อ้างอิง
Scott
O’Dell. (2554). เกาะโลมาสีน้ำเงิน. แปลจาก Island
of the Blue Dolphins.
แปลโดย วิลาวัณย์ ฤดีศานต์. กรุงเทพฯ : มติชน.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น